ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษ สุรพงษ์ อดีตรมว.ต่างประเทศ ออกพาสปอร์ตให้ นช.ทักษิณ เหตุเจ้าตัวป่วยหนัก

Publish 2019-10-10 13:42:16


จากที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ศาลฎีกา อม.) ได้กำหนดนัดพิจารณาคดีประจำเดือนตุลาคม 2562 โดยพบหนึ่งคดีที่น่าสนใจ คือการนัดฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.การต่างประเทศ ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
 



ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติต้นเดือน ก.พ.2560 ชี้มูลความผิดทางอาญาต่อนายสุรพงษ์ กรณีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้าย และคดีอื่นๆ ขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 21 (2) (3) (4) โดยกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 10 ต.ค.นี้ เวลา 11.00 น.

 


ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกา อม. ได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้ไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561 ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยในฐานะรัฐมนตรี กระทำการสนับสนุนช่วยเหลือนายทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และหลบหนีหมายจับในคดีข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ สามารถเดินทางในต่างประเทศได้โดยสะดวก อยู่ในต่างประเทศโดยไม่ผิดกฎหมาย และรัฐบาลไทยไม่อาจขอให้รัฐบาลประเทศนั้นขับออกจากประเทศหรือส่งผู้ร้ายข้ามแดน อันเนื่องจากเหตุที่ไม่มีหนังสือเดินทางได้

 


ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมและคำพิพากษาของศาลยุติธรรมไทยอ่อนแอและไม่มีสภาพบังคับตามลำดับ นอกจากนี้ยังส่อให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของไทยในสายตาประชาคมโลก ซึ่งกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับนายทักษิณ อันเป็นการกระทำโดยมิชอบและโดยทุจริต

 


องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยมีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลซึ่งหลบหนีให้สามารถเดินทางในต่างประเทศได้สะดวก และเป็นผลบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ หากพิพากษายืนหมายความว่าต้องเข้าเรือนจำทันที

 

 

และในวันนี้ (10 ตุลาคม 2562) ศาลนัดอ่านคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ เป็นจำเลย ฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีออกพาสปอร์ต (หนังสือเดินทาง) ให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมิชอบ ณ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง โดยนายสุรพงษ์ได้นั่งวีลแชร์เข้าฟังคำพิพากษาศาลฎีกานักการเมืองชั้นอุทธรณ์วินิจฉัย พร้อมทั้งเผยอีกว่าเป็นโรครุมเร้ามะเร็งระยะลุกลาม

 

 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล



ล่าสุด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา ยืนโทษจำคุก "สุรพงษ์" คดีเร่งรัดออกหนังสือเดินทางให้ทักษิณมิชอบ 2 ปี แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี พร้อมสั่งปรับ 1แสนบาท หลังจำเลยป่วยหนัก และไม่เคยปรากฏความผิดมาก่อน

 


โดยผลอุทธรณ์ที่ประชุมใหญ่ขององค์คณะในศาลฎีกา พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกนายสุรพงษ์ 2 ปี ปรับ 1 แสนบาท แต่โทษให้รอลงอาญา 2 ปี เนื่องจากจำเลยป่วยเป็นมะเร็ง ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อปี 2561 ศาลฎีกาฯ พิพากษาลงโทษจำคุกนายสุรพงษ์ 2 ปี ไม่รอลงอาญา เนื่องจากนายสุรพงษ์ได้ออกหนังสือเดินทางให้กับนายทักษิณด้วยพฤติการณ์ปกปิดซ่อนเร้น ตั้งแต่ชั้นรับคำร้องจนไปถึงขั้นตอนการปลดรายชื่อนายทักษิณออกจากบัญชีรายชื่อที่ต้องตรวจสอบก่อนออกหนังสือเดินทาง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. 2548 ข้อ 21 โดยอ้างนโยบายของรัฐบาลที่ไม่มีอยู่จริง 

 


และคณะรัฐมนตรีไม่ได้เข้ามารู้เห็นเรื่องนี้ ทั้งยังอ้างระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง ข้อ 23/7 เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และหลบหนีหมายจับให้ในคดีข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศสามารถเดินทางในต่างประเทศได้โดยสะดวก และรัฐบาลไทยไม่อาจขอให้รัฐบาลประเทศนั้นส่งผู้ร้ายข้ามแดนอันเนื่องมาจากไม่มีหนังสือเดินทางได้

 

ส่วนกรณีที่จำเลยยื่นคำร้อง โดยการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ได้แก่ กฎหมาย ป.ป.ช. , พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การแต่งตั้งและการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส, และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนคดี และสถานะของกรรมการ ป.ป.ช. คณะผู้พิพากษาลงความเห็นให้ยกคำร้อง เนื่องจากไม่ขัดต่อกฎหมายตามที่จำเลยกล่าวอ้าง

 

ทั้งนี้ นายปรีชา ศรีเจริญ ทนายความของนายสุรพงษ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า นายสุรพงษ์ได้ขอยื่นประกันตัวด้วยหลักทรัพย์มูลค่า 5 ล้านบาท และศาลก็อนุญาตให้ประกันตัวได้โดยมีเงื่อนไขว่าห้ามนายสุรพงษ์ออกนอกประเทศ

 

 

 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
-ส.ส.เพื่อไทย ต่อยกันยับ ในห้องหัวหน้าพรรค
-เปิดทุกปมความจริง คดียุบพรรค “อนาคตใหม่” หลัง “ธนาธร-ปิยบุตร-ช่อ พรรณิการ์” ผนึกกำลัง...บลั๊ฟศาลรธน.??
-“ยิ่งลักษณ์” โพสต์ส่งกำลังใจ คนไทยเผชิญน้ำท่วมปี 62 ภาพ “เอาอยู่” ผุดขึ้นมาทันที 8 ปีแล้ว ยังไม่มีใครทุบสถิติทำเสียหาย??
-มาดามเดียร์ ลั่น เอาจริงเรื่องแก้ปัญหาน้ำ ไม่ใช่ดีแต่พูด กรีดฝ่ายค้านมัวแต่ยุ่งปมถวายสัตย์ ไม่ช่วยเหลือ ปชช.เดือดร้อน

 

 

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์