กกต. สั่งสอบ ทษช. ! หวั่น ทักษิณ ครอบงำพรรค กางข้อกฏหมาย ผิดจริง ส่อโดนยุบพรรค

กกต. สั่งสอบ "ทษช." ! หวั่น "ทักษิณ" ครอบงำพรรค กางข้อกฏหมาย "ผิดจริง" ส่อโดนยุบพรรค

Publish 2019-01-17 12:26:49


 

แม้จะมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้การเลือกตั้งมีอันต้องเลือกออกไปจากกำหนดการเดิมคือวันที่ 24 ก.พ. 2562 เป็นอื่น แต่ทุกความเคลื่อนไหวทางการเมืองในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็น การเรียกร้องทวงคืนวันเลือกตั้งโดยกลุ่มคนเลือกอยากตั้ง ที่ตั้งตนเป็นขั้วตรงข้ามกับรัฐบาล คสช. หรือ การเคลื่อนไหวเชิงนโยบายของพรรคการเมืองก็น่าจับตามองไม่ยิ่งย่อนไปกว่ากัน 

โดยเฉพาะพฤติการณ์ของบางพรรคที่แฝงนัยให้ชวนขบคิดว่ามีจุดประสงค์อันใดนอกเหนือจากความปรารถนาที่จะก้าวขึ้นมาบริหารประเทศหรือไม่ เช่นว่า การพยายามหาช่องทางสร้างโอกาสให้อดีตนายกฯ ผู้มีสถานะเป็นนักโทษหนีคดีได้กลับมาเหยียบบนผืนแผ่นดินไทยแบบ "ไร้ความผิด" อีกครั้ง หรือจะเป็นไปได้ไหมที่ กำลังมีความพยายามที่จะยอมให้บุคคลไม่พึงประสงค์คอยชักใยอยู่เบื้องหลังเพื่อทำการย่ำยีฉกฉวยช่วงชิงผลประโยชน์ของประโทศให้ตกอยู่ในเงื้อมมือของคนเพียงคนเดียวดังเช่นแต่ก่อน

สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2562 ที่ผ่านมา มีรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการทำหนังสือเชิญบุคคลสำคัญทางการเมืองที่บินไปพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในช่วงวันเกิดของนายทักษิณ และอาจจะวาระอื่นๆ ให้ข้อมูลกับทาง กกต. เพื่อทำการตรวจสอบกรณีพรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการอันใดให้บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่สมาชิกกระทำการอันใดอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกขาดอิสระไม่ว่าโดยตรง หรือโดยอ้อม



ในเบื้องต้นทางด้าน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) หนึ่งในบุคคลที่ถูกเชิญให้ข้อมูลกับทาง กกต. ได้ออกมาเปิดเผยว่ากกต.มาเพื่อสอบถามตนว่ามีใครบ้างที่เดินทางไปพบนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตนก็บอกว่า ฝ่ายการเมืองมีตนเพียงคนเดียว เพราะตนเดินทางไปอังกฤษเพื่อเตรียมการทำร้านอาหารกับหลาน แต่ร่วมกับประทานอาหารจริงแต่แค่ครั้งเดียว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2561 ส่วนคนอื่นๆ เป็นบุคคลที่ตนไม่รู้จักทั้งสิ้น โดยเขาได้สอบตนเพียงเท่านี้ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าสอบไปเพื่ออะไร ตอนแรกเราได้ยินข่าวว่าหากเราบินกลับมาให้มาสอบเราด้วยแต่ก็ไม่คิดว่าคนสอบจะเป็น กกต.

พร้อมยังทิ้งท้ายว่าไม่เข้าใจเสียด้วยซ้ำว่าเขาทำเพื่ออะไร เพราะตนมองว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระเกินกว่าที่ระดับ กกต.จะต้องมาสอบ เนื่องจากไม่มีอะไรเลยรูปภาพต่างๆ ที่ออกมาก็เป็นเรื่องเปิดเผย เป็นการไปพบแบบไม่ใช่ความลับอะไร และนักการเมืองก็มีเพียงเราคนเดียวเท่านั้น ซึ่งเราก็ไม่ใช่คณะกรรมการบริหารพรรค แถมขณะนี้ก็ไม่ใช่คนของพรรคเพื่อไทย (พท.) แล้วด้วย ตนจึงมองว่าที่ทำอยู่ไม่มีเหตุผล

อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวเคยมีการถูกนำมาถกเถียงและตรวจสอบก่อนหน้านี้เช่นกัน เมื่อพรรคแม่ข่ายใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย ที่เป็นวิมานเก่าแต่เดิมของนายทักษิณเคยถูกทาง กกต. ตรวจสอบเมื่อช่วงเดือน ต.ต. 2561 เช่นกัน ซึ่งในตอนนั้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยว่า ความเคลื่อนไหวของนายทักษิณอาจจะเข้าข่ายครอบงำพรรคเพื่อไทย โดยมีการตั้งคณะกรรมการไตรสวนขึ้นมา หากพบหลักฐานว่าพรรคเพื่อไทย ขาดอิสระในการดำเนินกิจกรรม หรือพรรคเพื่อไทยไปยินยอมให้ผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกของพรรคเข้ามาครอบงำ พรรคเพื่อไทยอาจเข้าข่ายที่จะถูกยุบพรรคได้



แต่ทางด้าน พล.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กลับยืนกรานว่าสามารถยืนยันได้ว่านายทักษิณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย เป็นเพียงบุคคลที่ห่วงใยบ้านเมืองเท่านั้น ส่วนเรื่องของการเดินทางไปพบปะกับอดีตส.ส. ถือเป็นเรื่องส่วนตัวซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนจุดยืนของพรรคเพื่อไทยขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงที่จะออกมาหลังการเลือกตั้ง

ทั้งนี้กรณีล่าสุดของ ทษช. นายวรวัจน์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ระหว่างการรับประทานอาหารกับนายทักษิณนั้น มีสายโทรศัพท์จากบุคคลผู้หนึ่งได้รายงานถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองของสมาชิกพรรคเพื่อไทย แก่นายทักษิณ ประมาณครึ่งชั่วโมง สาระสำคัญคือการให้ข้อมูลว่ามีใครเปลี่ยนขั้วไปอยู่พรรคฝั่งตรงข้าม แต่ตัวทางนายวรวัจน์ ยังคงแบ่งรับแบ่งสู้ว่าตนมิได้อยู่พรรคเพื่อไทยแต่มาอยู่ที่พรรคไทยรักษาชาติ มิได้มีความเกี่ยวข้อง แต่การเบี่ยงประเด็นเช่นนี้อาจมิได้มีน้ำหนักเพียงพอเพราะพฤติการณ์หลายอย่างนับแต่มีคำสั่งปลดล็อคพรรคการเมืองเป็นต้นมา ทำให้หลายคนล้วนทราบดีกว่าพรรคไทยรักษาชาตินั้น ไม่ต่างอะไรกับพรรคเครือข่ายพรรคเพื่อไทย แต่เหตุที่จำต้องแตกกิ่งก้านสาขาออกมาเช่นนี้ ด้วยเพราะเป็นการวางกลยุทธ์เพื่อเตรียมรับมือกับการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ทั้งนี้เหตุที่ กกต. จำต้องเคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบ ด้วยเพราะดังกล่าวเข้าข่ายมาตรา 28 มาตรา 29 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมืองที่กำหนด ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือมิให้ผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการควบคุมครอบงำชี้นำกิจกรรมของพรรคในลักษณะที่ทำให้พรรค หรือ สมาชิก ขาดความอิสระไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม แล้วเนื่องจากตามกฎหมายใหม่ ให้เป็นเรื่องความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ก็สามารถดำเนินการตรวจสอบได้เลยโดยไม่ต้องรอให้มีผู้ร้องเรียน

อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงเบื้องต้นพบว่า ถ้าเข้าข่ายมีมูลก็จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป ซึ่งบทโทษของความผิดของการกระทำตามมาตรา 28 และมาตรา 29 พ.ร.ป.พรรคการเมือง ก็คือการเสนอศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรค ตามมาตรา 92 และมาตรา 93 ของกฎหมายเดียวกัน ดังจะเห็นได้ว่าเจตนาของกฏหมายนั้นไม่ประสงค์ให้มีการแทรกแซงโดยบุคคลที่มิได้มีความเกี่ยวข้องกับทางพรรค ยิ่งถ้าเป็นบุคคลที่มีคดีติดตัวย่อมไม่เหมาะสมยิ่ง เพราะพรรคการเมืองถือเป็นสถาบันการเมืองที่ควรมีเอกภาพในการดำเนินการด้านบริหารรวมถึงนโยบายภายหลังได้รับเลือกให้เป็นรัฐบาล ซึ่งจะเป็นการทำให้กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยเป็นไปอย่างเข้มแข็งและเกิดประสิทธิภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย