ย้อนพฤติการณ์ สโลแกนเด็ด ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ (ประเทศพัง) ยังจะกล้าเสนออะไรหลอกปชช.อีก?

ย้อนพฤติการณ์ สโลแกนเด็ด "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ (ประเทศพัง)" ยังจะกล้าเสนออะไรหลอกปชช.อีก?

Publish 2019-01-16 11:15:08


สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา "นายทักษิณ ชินวัตร" นักโทษหนีคดี มีการประชาสัมพันธ์ รายการ Good Monday ซึ่งเขานั้นเป็นคนจัดทุกวันจันทร์  โดยใช้ช่องทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Thaksin Shinawatra ให้เหล่าบรรดาแฟนคลับ (ชาวแดง) ได้แห่อวยกันยกใหญ่ เนื้อหาใจความว่า "เรียนพี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน  Good Monday รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกกับดร.ทักษิณ ชินวัตร เกิดขึ้นเพราะผมเสียดายเวลา 12 ปีที่อยู่ในต่างประเทศ ได้เห็นความเจริญและความล้าหลังของหลายประเทศในโลก

 

เฟซบุ๊ก ทักษิณ ชินวัตร

 

ได้พูดคุยกับผู้นำประเทศทั้งปัจจุบันและอดีต ผู้นำทางธุรกิจ นักวิชาการ นักเทคโนโลยีทั่วโลก จึงอยากจะมาเล่าสู่พี่น้องคนไทยทุกคนที่ทุกวันจันทร์เราตื่นมาทำงานเราอยากจะรู้ว่าสิ่งที่เราทำมาหากินทุกวันนี้มันยังดีอยู่ไหม ต้องปรับเปลี่ยนอะไร เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็วเหลือเกิน เผื่อความคิดและประสบการณ์ที่ผมนำมาเล่าสู่พี่น้องจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำมาหากินหรือการศึกษาอบรมให้กับลูกหลานได้บ้าง ผมก็ถือว่าเป็นความสุขใจแล้ว ใน Good Monday วันแรกนี้ผมจะขอขยายความเรื่องที่พูดถึงเศรษฐกิจโลกในปี 2019 และ 2020 ที่จะกระทบกับธุรกิจรายย่อย ปากท้องและคุณภาพชีวิตของคนไทย ต่อจากนี้ผมจะพยายามมาพบกับท่านให้ได้ในทุกวันจันทร์ที่ Good Monday 

 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มกราคม "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ผู้เป็นน้องสาวไม่รีรอ ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Yingluck Shinawatra แสดงความคิดเห็นชื่นชมกันอยากออกนอกหน้า ใจความว่า "ดิฉันนั่งฟังและอ่านแนวความคิดของพี่ชายผ่านเว็บไซต์ Thaksin Official คอลัมน์ “GOOD MONDAY รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกกับดร.ทักษิณ ชินวัตร” ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวานได้แนวความคิดหลายมุมมองทีเดียวค่ะ ...

 

เฟซบุ๊ก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

 

ดิฉันเองเป็นน้องสาว แต่เวลาพี่เล่าเรื่องที่ไปพบคนนั้นคนนี้ เจอสิ่งใหม่ๆของประเทศนั้นประเทศนี้ยังชอบฟังและรู้สึกสนุกทุกครั้งอย่างไม่มีเบื่อทำให้มีแนวความคิดใหม่ๆทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ ตลอดจนวิธีการที่จะรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไปในทุกๆวัน ... ซึ่งดิฉันเชื่อว่าทุกท่านที่ได้ฟังจะรู้สึกเหมือนกันกับดิฉันว่ามีพลังเกิดแรงบันดาลใจ เกิดไอเดียใหม่ๆที่จะนำไปปรับใช้กับการทำงานอย่างมีประโยชน์ เราจะต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆให้ก้าวทันต่อโลกที่หมุนเร็วอยู่เสมอ ... จึงอยากชวนทุกท่านเข้ามาฟังหรืออ่านเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นในเว็บไซต์และ Podcast ทุกเช้าวันจันทร์นะคะ  https://www.thaksinofficial.com/go…/001-this-is-good-monday/   https://itunes.apple.com/…/podcast/good-monday/id1448882107…
 



ทั้งนี้ .. โดยข้อเท็จจริงหากย้อนไปถึงพฤติการณ์ของ "นายทักษิณ"  ที่ผ่าน ๆ มาก็มีพฤติการณ์ของการทำตัวเป็นนายใหญ่มาโดยตลอด  ทั้งการเรียกพลพรรคจากประเทศไทยเดินทางไปหา หรือไม่ก็โฟนอิน  วีดีโอลิงค์เข้ามาพูดจากับทีมงานในลักษณะสั่งการวิธีทำงานการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการกำหนดนโยบายพรรคเพื่อไทยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์นำไปปราศรัยหาเสียงอีกทอดหนึ่ง ซึ่งต่อมากลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ของชาติ  วลีฮิตที่ว่า "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ (ประเทศชาติล่มจม)"  เริ่มจากโครงการรับจำนำข้าวริเริ่มโดย "นายทักษิณ ชินวัตร" จากนั้น"รัฐบาลยิ่งลักษณ์" นำมาดำเนินการต่อ แต่เมื่อโครงการมีปัญหาพบการทุจริต ฝ่ายปฏิบัติอย่า"เสมียนบุญทรง" ต้องถูกจำคุก พร้อมกับปริศนาที่พูดไม่ได้ ... 

 

น.ส.ยิ่งลักษณ์

 

โดยเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2554  "นายทักษิณ" โฟนอินมายังกลุ่มสมาชิกพรรคเพื่อไทยระบุถึงแนวนโยบาย หรือ ข้อเสนอที่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยนำไปปฏิบัติใช้ว่า  "จะนำวิธีรับจำนำมาใช้ โดยการกำหนดราคาข้าวเปลือกขาวขั้นต่ำเกวียนละ 15,000 บาท ข้าวหอมมะลิเกวียนละ 20,000 บาท รวมถึงยังพูดถึงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และแนวนโยบายอื่น ๆ  ก่อนที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะนำเอาแนวคิดเหล่านั้นมากล่าวขณะหาเสียงกับประชาชนเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2554 และเมื่อการดำเนินโครงการตามแนวคิดของทักษิณ  เมื่อเวลาผ่านไปก็พบผลขาดทุนของโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์  โดยมีการแสดงตัวขาดทุนถึงเดือน พ.ค. 2557  ซึ่งเป็นช่วงจังหวะการเข้ายึดอำนาจของคสช. เพิ่มเป็น 5.49 แสนล้านบาท

 

โครงการรับจำนำข้าว

 

จากการคำนวณเมื่อปี 2557 อยู่ที่ 5.428 ล้านบาท  แต่หากคำนวณราคาข้าวเมื่อเดือน พ.ค. 2559  ความเสียหายจะเพิ่มเป็น 5.8  แสนล้านบาท  และถ้าหากระบายข้าวช้าไป 1 ปี ความเสียหาย จะเพิ่มขึ้นอีกปีละ 18,300 ล้านบาทหรือ ตันละ 1,570 ล้านบาทต่อปี จากค่าบำรุงรักษาและดอกเบี้ย

 

หรือกรณี "โครงการรถยนต์คันแรก" ที่ทักษิณคิดเพื่อไทยทำ  ซึ่งกระทบกับสภาพสังคมในหลาย ๆ ด้าน  อาทิ  กรณี นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งจราจร  ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่คาดการณ์ว่า “ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีปัญหาการจราจรติดขัดเพิ่มขึ้น” โดยดูจากปัจจัยปริมาณรถที่ในปี 2554  เพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อน 396,540 คัน เฉลี่ยมีการจดทะเบียนรถใหม่วันละ 1,225 คัน ซึ่งเมื่อรวมรถที่จดทะเบียนทั้งหมดที่มีในกรุงเทพฯ ก็รวมจำนวนทั้งสิ้นกว่า 6,841,171 คัน เกินกว่าปริมาณถนนที่จะรองรับได้อย่างเหมาะสม

 

โครงการรถคันเเรก

 

ขณะที่ รศ.วิทยากร เชียงกูล  อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต  ระบุผลกระทบที่เกิดจากโครงการดังกล่าวว่า  เงินราว 1 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลดึงเอาจากประชาชน 65 ล้านคน (ส่วนใหญ่คือเกษตรกร คนงาน ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ที่จนจริง) ไปจ่ายให้คน 1.2 ล้านคน ซึ่งไม่ใช่คนจนที่แท้จริง ถ้าคิดไปถึงปลายทางแล้ว ก็คือการอุดหนุนให้บริษัทรถยนต์ต่างชาติ 4-5 บริษัท ขายรถยนต์ได้เพิ่มขึ้น ได้กำไรเพิ่มขึ้น โดยบริษัทเหล่านี้ลดต้นทุนเรื่องการทำการตลาด การแข่งขัน ลดแลกแจกแถมได้ด้วย เพราะรัฐบาลช่วยส่งเสริมการขายให้ฟรีๆ อย่างได้ผลมาก เงินราว 1 แสนบาท คือ เงินภาษีที่ภาครัฐหรือประชาชนต้องสูญเสียจริง ถึงรัฐจะเก็บภาษีจากบริษัทรถยนต์ได้ส่วนหนึ่ง ก็ไม่อาจนำเงินจำนวนนั้นมาทดแทนได้ เพราะภาษีทุกชนิดต้องเป็นของที่นำไปใช้เพื่อส่วนรวมอยู่แล้ว

 

2. คนรายได้ปานกลางที่อยากมีรถส่วนตัว ทั้งๆ ที่ไม่พร้อม จะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเป็นหนี้เพิ่มขึ้น การซื้อรถยนต์ส่วนตัวเป็นการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย ไม่ใช่การลงทุนที่จะก่อดอกก่อผล และประเทศต้องขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น รถยนต์ที่รัฐให้เงินอุดหนุน นอกจากจะเป็นของบริษัทต่างชาติแล้ว เหล็ก เครื่องจักร ชิ้นส่วนอะไหล่ อุปกรณ์ น้ำมัน ก็ล้วนแต่เป็นของที่ไทยต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศทั้งสิ้น การอ้างว่ายอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้นเป็นการช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยนั้นเป็นภาพลวงตาโดยสิ้นเชิง เงินกำไรจากการขายรถยนต์ ชิ้นส่วน อะไหล่ อุปกรณ์ น้ำมัน เชื้อเพลิง ปกติก็ไหลกลับออกต่างประเทศมากอยู่แล้ว

 

 

ปัญหาการจราจรรถติด

 

(ไทยสั่งเข้าน้ำมันดิบปีละ 1 ล้านล้านบาท ส่วนประกอบอุปกรณ์รถยนต์ปีละ 3 แสนล้านบาท ยังไม่รวมการสั่งเข้าเครื่องจักร เหล็กและอื่นๆ อีกหลายแสนล้านบาท) เมื่อรัฐบาลแถมเงินให้คนไทยซื้อรถยนต์ญี่ปุ่นและชาติต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ยิ่งจะทำให้ไทยต้องขาดดุลการค้า (สั่งเข้ามากกว่าส่งออก) จากชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์และน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกมาก การมีรถใหม่ออกมามาก ทำให้ปัญหารถติดเพิ่มขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด ทำให้รถสึกหรอและใช้น้ำมัน (และก๊าซ) เพิ่มขึ้นเข้าไปอีก
 



ข้อที่ 3 คือการทำให้สุขภาพคนและสิ่งแวดล้อมเสียหายเพิ่มขึ้น จากการที่รถส่วนตัวเพิ่มขึ้นมากและการจราจรในเมืองทั้งกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่อื่นติดขัด ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และควันพิษต่างๆ เพิ่มขึ้น คนในเมืองใหญ่ สุขภาพแย่ลงและหงุดหงิด เคร่งเครียด มีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น
การอ้างว่ารัฐบาลเลือกส่งเสริมเฉพาะรถแบบประหยัดน้ำมัน เป็นเรื่องหลอกเด็ก เพราะถึงรถเล็กจะประหยัดน้ำมันกว่ารถใหญ่สัก 10-20% แต่การเพิ่มรถใหม่ขึ้นมา 1.2 ล้านคัน รวมทั้งรถอื่นๆ อีก ก็คือการเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงและเพิ่มมลภาวะอย่างมหาศาล เด็กในเมืองใหญ่ที่ขณะนี้ ความฉลาดทางปัญญาลดลง สุขภาพแย่ลงจากเมื่อก่อน เพราะได้รับสารตะกั่วและมลภาวะเพิ่มขึ้น ก็จะได้รับของขวัญที่เลวร้ายนี้เพิ่มขึ้น

 

รถติด

 

 

ทั้งหมดนี้ ยังไม่นับรวมการโฟนอิน และ วิดีโอลิงค์ หลายต่อหลายครั้ง ในลักษณะกล่าวร้ายโจมตีบุคคล องค์กร  หรือแม้กระทั่งสถาบัน ที่ถือเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แต่ยกความคิดของตัวเองเป็นสิ่งดีเลิศเพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอีกมากหมายหลายครั้ง  ด้วยเป้าประสงค์หลักเพื่อปลุกระดมให้เกิดแรงกระเพื่อม เพื่อนำไปสู่การเปิดทางให้ตนเองกลับประเทศ โดยปราศจากซึ่งคดีอาญาติดตัว

 

ชุมนุมคนเสื้อเเดง

 


อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของข้อคำถามต่อ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง โดยพล.อ.ประยุทธ์  แสดงสีหน้าเอือมระอา พร้อมส่ายหน้าทันที เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความเคลื่อนไหวของ "นายทักษิณ ชินวัตร" นักโทษหนีคดี ที่ประกาศนัดแนะกับประชาชนเจอทุกวันจันทร์ในรายการ "Good Monday" รับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก 

 

บิ๊กตู่

 

ขณะเดียวกัน ทางด้าน "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีดังกล่าว ว่า "แล้วควรจะฟังเขาหรือไม่? เขาอยู่นอกประเทศ จะไปทำอะไร จะมีคนฟังหรือไม่ ตนจะไปรู้หรือ พวกคุณต้องไปถามคนฟัง" และเมื่อถามว่า นายทักษิณพยายามที่จะชี้แนะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จะนำมาพิจารณาปรับใช้หรือไม่?  "พล.อ.ประวิตร" ตอบว่า "แล้วอยู่ต่างประเทศจะไปแก้อะไรล่ะ?" สุดท้ายเมื่อถามย้ำว่า รัฐบาลนี้ได้แก้ปัญหานี้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้นายทักษิณ มาเสนอแนะใช่หรือไม่? "พล.อ.ประวิตร" ตอบกลับว่า "คนตั้ง 70 ล้านคน เขาพร้อมที่จะทำงานด้วย ทำให้กับประชาชนด้วยกัน ไม่ใช่ของใครคนเดียวที่หนีคดีไปอย่างนี้หรอก..."

 

 

นอกจากนี้ ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) "พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์" ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีดังกล่าว ว่า "ไม่น่าจะมีอะไรซึ่งเขาก็ทำอยู่เรื่อยๆตาม Social Media   ส่วนที่นายทักษิณจะจัดรายการในห้วงที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังอยู่ในช่วงวุ่นวายอยู่นั้น จะไปห้ามใครก็ได้ และเมื่อถามว่า คสช.จะต้องติดตามหรือไม่? "พล.อ.อภิรัชต์" ตอบว่า "คิดว่าคงมีคนติดตามข่าวสารแน่นอน"

 


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

-“บิ๊กตู่” สั่งเร่งสางวิกฤตขาดทุน “การบินไทย” ดูชัด ๆ มรดกบาปทักษิณ ทิ้งไว้อย่างเน่าเฟะ

-เปลือยความสัมพันธ์-พรรคดีเอ็นเอ! ทษช. "ทักษิณ ชินวัตร"




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา